Exploring Leadership-as-Practice in the Study of Rural School Leadership
Reference :
Nelson, T. (2022) Exploring Leadership-as-Practice in the Study of Rural School Leadership. International Journal of Leadership in Education, v25 n2 p197-210 2022
Exploring Leadership-as-Practice in the Study of Rural School Leadership
Reference :
Nelson, T. (2022) Exploring Leadership-as-Practice in the Study of Rural School Leadership. International Journal of Leadership in Education, v25 n2 p197-210 2022
Leadership Matters: World Language Program Leadership & Teacher Practices
ความเป็นผู้นำ: ความเป็นผู้นำและการปฏิบัติของครูในโปรแกรมภาษาโลก
Reference :
Ritz, C., Sherf, N. (2022) Leadership Matters: World Language Program Leadership & Teacher Practices. Foreign Language Annals, v55 n4 p1025-1042 Win 2022
Motivation in the Classroom
แรงจูงใจในห้องเรียน
Reference :
Kiliç, M.E., Kiliç, M.Y., and Akan, D. (2021) Motivation in the Classroom. Participatory Educational Research, v8 n2 p31-56 Apr 2021
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และ 2) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน ได้มาโดยสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนกระจายตามภูมิภาค จำนวน 461 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ประเด็นการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบประเมินความเหมาะสม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบของรูปแบบการยกระดับสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) สมรรถนะหลัก 2) สมรรถนะในหน้าที่ 3) สมรรถนะส่วนบุคคล 4) สมรรถนะด้านการบริหารจัดการ 2. รูปแบบการยกระดับสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ได้แก่ 1) สมรรถนะในหน้าที่ 2) สมรรถนะหลัก 3) สมรรถนะส่วนบุคคล 4) สมรรถนะด้านการบริหารจัดการ
รายการอ้างอิง
อารีวรรณ์ ปักกาเวสูง, สัมมา รธนิธย์ (2555) การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1. วารสารการบริหารการศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 (2012): ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2555)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และ 2) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน ได้มาโดยสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนกระจายตามภูมิภาค จำนวน 461 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ประเด็นการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบประเมินความเหมาะสม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบของรูปแบบการยกระดับสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) สมรรถนะหลัก 2) สมรรถนะในหน้าที่ 3) สมรรถนะส่วนบุคคล 4) สมรรถนะด้านการบริหารจัดการ 2. รูปแบบการยกระดับสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ได้แก่ 1) สมรรถนะในหน้าที่ 2) สมรรถนะหลัก 3) สมรรถนะส่วนบุคคล 4) สมรรถนะด้านการบริหารจัดการ
รายการอ้างอิง
นัจภัค บูชาพิมพ์, จิตติรัตน์ แสงเลิศอุทัย (2561) รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัยมหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 (2018): ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม–ธันวาคม 2561)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจรูปแบบการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถาบันการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ 1) ศึกษาระดับรูปแบบการจัดการ สังกัดสำนักงานมัธยมศึกษาตอนต้น เขตพื้นที่บริการ กทม. เขต 1 2) เพื่อศึกษาระดับความมีประสิทธิผลของสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการจัดการกับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 4) ศึกษารูปแบบการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ อาจารย์สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระดับมัธยมศึกษา กทม.เขต 1 ปีการศึกษา 2563 โดยใช้ตารางขนาดกลุ่มตัวอย่าง Crazy and Morgan จำนวนทั้งสิ้น 379 คน จากจำนวน 6,305 คน 76 โรงเรียนกำหนดสัดส่วนโดยการคำนวณแขนขาของไต จำแนกตามโรงเรียน จากนั้นใช้การสุ่มตัวอย่างง่ายๆ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามขนาดประมาณการประมาณ 5 ระดับ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามรูปแบบการบริหาร ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนแบบขั้นตอน จำนวนทั้งสิ้น 379 คน จากจำนวน 6,305 คน 76 โรงเรียนกำหนดสัดส่วนโดยการคำนวณแขนขาของไต จำแนกตามโรงเรียน จากนั้นใช้การสุ่มตัวอย่างง่ายๆ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามขนาดประมาณการประมาณ 5 ระดับ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามรูปแบบการบริหาร ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนแบบขั้นตอน จำนวนทั้งสิ้น 379 คน จากจำนวน 6,305 คน 76 โรงเรียนกำหนดสัดส่วนโดยการคำนวณแขนขาของไต จำแนกตามโรงเรียน จากนั้นใช้การสุ่มตัวอย่างง่ายๆ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามขนาดประมาณการประมาณ 5 ระดับ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามรูปแบบการบริหาร ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนแบบขั้นตอน ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามรูปแบบการบริหาร ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนแบบขั้นตอน ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามรูปแบบการบริหาร ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนแบบขั้นตอน
ผลการวิจัยพบว่า
1. รูปแบบการบริหารงานในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑ โดยรวมและแต่ละด้านอยู่ในระดับสูง (=3.93)
2. ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับสูง (=3.76)
3. รูปแบบการจัดการโดยรวมเกี่ยวข้องกับประสิทธิผลของสถาบันการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กรุงเทพมหานคร มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.746 โดยรวมแล้วมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.746
4. รูปแบบการบริหารโดยรวมมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. รูปแบบการบริหารสถานศึกษา 2 รูปแบบ คือ แบบบุคคลในองค์กร แบบสิ่งแวดล้อม สามารถทำนายประสิทธิภาพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์หลายค่า (R) เท่ากับ 0.772 และมีประสิทธิภาพการคาดการณ์โดยรวม (R 2) จาก 0.597 ค่าเผื่อมาตรฐาน (SEest) คือ 0.337 สามารถมีส่วนร่วมในการประเมินประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 59.70% โดยรูปแบบการจัดการทั้งสองฝ่าย ค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ในคะแนนดิบ (ข) เท่ากับ 1.052, 0.490, 0.202, ตามลำดับ และค่าคงที่ของสมการพยากรณ์ในคะแนนดิบ (b) คือ 1.052 สามารถเขียนได้เป็นสมการถดถอยพหุคูณในคะแนนดิบคือ Y= 1.052 + .490X3 + .202 X2 และสมการถดถอยพหุคูณในคะแนนมาตรฐานคือ Zy = .572X3 + .225X2
รายการอ้างอิง
พิมพฤทธิ์ เที่ยงภักดิ์ (2565) รูปแบบการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานครเขต 1. วารสารสิรินธรปริทัศน์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 1 (2022): ปีที่ 22 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2565)
บทคัดย่อ
การทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ต้องการสิ่งตอบแทนจากการทำงาน การทำงานจะทำให้มนุษย์มีรายได้ มีชื่อเสียง มีสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของตนเอง การทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญและส่งผลต่อการดำรงชีวิต มนุษย์จะเลือกงานที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของตนเอง แรงจูงใจเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงาน หากการทำงานที่มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานจะทำให้สามารถปฏิบัติงานได้ดีเรียบร้อยและมีคุณภาพแต่หากงานที่ขาดแรงจูงใจจะทำให้ความสามารถในการปฏิบัติงานลดลงขาดคุณภาพและความเรียบร้อย ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีแรงจูงใจของ Herzberg (อ้างอิง ประเสริฐ อุไร 2559 : 12) ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในงาน ประกอบไปด้วย 1.ปัจจัยค้ำจุนเป็นปัจจัยที่ขาดแล้วพนักงานจะมีแนวโน้มเกิดความไม่พึงพอใจต่องานได้แก่ 1) ค่าตอบแทนและผลประโยชน์ 2) นโยบายบริษัทและการบริหาร 3) ความสัมพันธ์ในหมู่พนักงานด้วยกันความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์การ 4) สภาพแวดล้อมทางกายภาพในการทำงานสภาพการทำงาน 5) การควบคุมดูแลของหัวหน้างาน 6) สถานภาพในการทำงาน 7) ความมั่นคงในงาน 2. ปัจจัยจูงใจ คือทปัจจัยที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจให้คนทํางานอย่างมีความสุขมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประกอบไปด้วย 1) ความสำเร็จในการทำงาน 2) การได้รับการยอมรับหรือการได้รับการยอมรับยกย่องในผลงาน 3) เนื้องานที่ทำมีลักษณะเป็นงานที่น่าสนใจ 4) ความรับผิดชอบในงาน 5) การได้รับการเลื่อนตำแหน่ง 6) ความเจริญ ความก้าวหน้าในการทำงาน
ดังนั้น ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการปฏิบัติงาน จึงเปรียบเสมือนแรงจูงใจเป็นฟันเฟืองที่จะขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในองค์กรอีกด้วย
รายการอ้างอิง
ศรัณย์ ประสาร (2565) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานในสถานศึกษา. วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต ปีที่ 22 ฉบับที่ 2 (2022): ปีที่ 22 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2565)