วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2566

รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้

  บทคัดย่อ

     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และ 2) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน ได้มาโดยสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนกระจายตามภูมิภาค จำนวน 461 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ประเด็นการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบประเมินความเหมาะสม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา  การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน  ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบของรูปแบบการยกระดับสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) สมรรถนะหลัก 2) สมรรถนะในหน้าที่ 3) สมรรถนะส่วนบุคคล 4) สมรรถนะด้านการบริหารจัดการ 2. รูปแบบการยกระดับสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ได้แก่ 1) สมรรถนะในหน้าที่ 2) สมรรถนะหลัก 3) สมรรถนะส่วนบุคคล 4) สมรรถนะด้านการบริหารจัดการ



รายการอ้างอิง

นัจภัค บูชาพิมพ์, จิตติรัตน์ แสงเลิศอุทัย (2561) รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัยมหาวิทยาลัยศิลปากร  ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 (2018): ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม–ธันวาคม 2561)

รูปแบบการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานครเขต 1

 บทคัดย่อ

     งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจรูปแบบการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถาบันการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ 1) ศึกษาระดับรูปแบบการจัดการ สังกัดสำนักงานมัธยมศึกษาตอนต้น เขตพื้นที่บริการ กทม. เขต 1 2) เพื่อศึกษาระดับความมีประสิทธิผลของสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการจัดการกับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 4) ศึกษารูปแบบการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ อาจารย์สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระดับมัธยมศึกษา กทม.เขต 1 ปีการศึกษา 2563 โดยใช้ตารางขนาดกลุ่มตัวอย่าง Crazy and Morgan จำนวนทั้งสิ้น 379 คน จากจำนวน 6,305 คน 76 โรงเรียนกำหนดสัดส่วนโดยการคำนวณแขนขาของไต จำแนกตามโรงเรียน จากนั้นใช้การสุ่มตัวอย่างง่ายๆ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามขนาดประมาณการประมาณ 5 ระดับ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามรูปแบบการบริหาร ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนแบบขั้นตอน จำนวนทั้งสิ้น 379 คน จากจำนวน 6,305 คน 76 โรงเรียนกำหนดสัดส่วนโดยการคำนวณแขนขาของไต จำแนกตามโรงเรียน จากนั้นใช้การสุ่มตัวอย่างง่ายๆ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามขนาดประมาณการประมาณ 5 ระดับ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามรูปแบบการบริหาร ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนแบบขั้นตอน จำนวนทั้งสิ้น 379 คน จากจำนวน 6,305 คน 76 โรงเรียนกำหนดสัดส่วนโดยการคำนวณแขนขาของไต จำแนกตามโรงเรียน จากนั้นใช้การสุ่มตัวอย่างง่ายๆ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามขนาดประมาณการประมาณ 5 ระดับ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามรูปแบบการบริหาร ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนแบบขั้นตอน ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามรูปแบบการบริหาร ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนแบบขั้นตอน ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามรูปแบบการบริหาร ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนแบบขั้นตอน 


ผลการวิจัยพบว่า


1. รูปแบบการบริหารงานในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑ โดยรวมและแต่ละด้านอยู่ในระดับสูง (=3.93)

2. ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับสูง (=3.76)

3. รูปแบบการจัดการโดยรวมเกี่ยวข้องกับประสิทธิผลของสถาบันการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กรุงเทพมหานคร มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.746 โดยรวมแล้วมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.746

4. รูปแบบการบริหารโดยรวมมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. รูปแบบการบริหารสถานศึกษา 2 รูปแบบ คือ แบบบุคคลในองค์กร แบบสิ่งแวดล้อม สามารถทำนายประสิทธิภาพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์หลายค่า (R) เท่ากับ 0.772 และมีประสิทธิภาพการคาดการณ์โดยรวม (R 2) จาก 0.597 ค่าเผื่อมาตรฐาน (SEest) คือ 0.337 สามารถมีส่วนร่วมในการประเมินประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 59.70% โดยรูปแบบการจัดการทั้งสองฝ่าย ค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ในคะแนนดิบ (ข) เท่ากับ 1.052, 0.490, 0.202, ตามลำดับ และค่าคงที่ของสมการพยากรณ์ในคะแนนดิบ (b) คือ 1.052 สามารถเขียนได้เป็นสมการถดถอยพหุคูณในคะแนนดิบคือ Y= 1.052 + .490X3 + .202 X2 และสมการถดถอยพหุคูณในคะแนนมาตรฐานคือ Zy = .572X3 + .225X2




รายการอ้างอิง

พิมพฤทธิ์ เที่ยงภักดิ์ (2565) รูปแบบการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานครเขต 1. วารสารสิรินธรปริทัศน์  ปีที่ 23 ฉบับที่ 1 (2022): ปีที่ 22 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2565)

การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9

 Title
การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9
Title Alternative
The administration of educational information and communication technology in school under the secondary educational service area office 9

keyword: ระบบการจัดเก็บและค้นข้อสนเทศ
ThaSH: โรงเรียน -- การบริหารและการจัดกา
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการศึกษา ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 เปรียบเทียบระดับการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 ไปใช้ จำแนกตาม ผู้บริหารและครู และขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นผู้บริหาร จำนวน 76 คน และครู จำนวน 273 คน รวม 352 คน โดยใช้สูตรของยามาเน่ (1967) ที่ความคลาดเคลื่อน 0.05 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เป็นแบบสอบถามจำนวน 1 ฉบับ ที่ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 พบว่า การเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผู้สอนสาขาวิชาทั่วไป โดยส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาความรู้ความสามารถด้านการพัฒนาหรือประยุกต์ใช้ ICT เพื่อการเรียนการสอน การส่งเสริมสนับสนุนการปรับสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ด้าน ICT เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพด้าน ICT ของผู้สอน การเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผู้สอนสาขาวิชา ICT โดยส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาความรู้ความสามารถด้านการพัฒนา ICT เพื่อการเรียนการสอน การเพิ่มปริมาณและคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความรู้และทักษะที่สูงขึ้น (High Skill) รวมทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์แบบเปิดเผยรหัส (Open Source) เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาและประยุกต์ใช้ ICT ด้านบริหารจัดการด้านการศึกษา มีการบริหารงานอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 ระหว่างผู้บริหาร และครู พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 3. ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 ตามขนาดของโรงเรียน พบว่า จากคะแนนค่าเฉลี่ยโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษมีระดับการบริหารงานสูงสุด และผลการ ทดสอบค่าเฉลี่ยพบว่าโรงเรียนที่มีขนาดต่างกันมีการบริหารงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


รายการอ้างอิง
ระพีภัทร์ ธนากูลจีรวัฒน์ (2565) การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9. ครุศาสตรมหาบัณฑิต ปริญญาโท การบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ

ความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการให้บริการนักเรียนของโรงเรียนชุมพวงศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31

Title
ความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการให้บริการนักเรียนของโรงเรียนชุมพวงศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31

Parents’ Satisfaction Toward The Services For Students Of Chumpungsuksa School Under The Secondary Educational Service Area Office 31

ThaSH: ผู้ปกครอง -- ความพอใจ -- โรงเรียน
ThaSH: ผู้ปกครอง -- ความพอใจ -- สวัสดิการในโรงเรียน
ThaSH: การบริหารการศึกษา
Abstract: งานวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการให้บริการนักเรียนของโรงเรียนชุมพวงศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 และ 2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการให้บริการนักเรียนของโรงเรียนชุมพวงศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 จำแนกตามเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนชุมพวงศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 333 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และเปรียบเทียบรายคู่ตามวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe’s Method) ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการให้บริการนักเรียนของโรงเรียนชุมพวงศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) ด้านการแนะแนว 2) ด้านการบริการสุขภาพอนามัย 3) ด้านการโภชนาการ 4) ด้านการรักษาความปลอดภัย และ 5) ด้านการประชาสัมพันธ์ ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการให้บริการนักเรียนของโรงเรียนชุมพวงศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 ในภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อจำแนกตามรายด้าน พบว่า เพศและอายุ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ไม่แตกต่างกันทั้งภาพรวมและรายด้าน

Abstract: This research aimed to 1) study parents' satisfaction toward the services for students of Chumpungsuksa school under the Secondary Educational Service Area Office 31, and 2) compare their parents' satisfaction toward the services for students of Chumpungsuksa school under the Secondary Educational Service Area Office 31 classified by gender, age, education level, occupation, and monthly income. The samples employed were 333 parents of Chumpungsuksa students in the 2011 academic year. The research instrument was a questionnaire developed by the researcher with a reliability of 0.95. The data were analyzed by mean ( ), standard deviation (S.D.), One-way ANOVA, and Scheffe’s method for pair comparison. The findings were as follows: 1. Parents' satisfaction toward the services for students of Chumpungsuksa school under the Secondary Educational Service Area Office 31 in an overall and each aspect were rated at a high level, ranging in order as follows: 1) guidance, 2) health, 3) food, 4) safety, and 5) public relation, respectively. 2. Regarding comparison, parents’ satisfaction toward the services for students of Chumpungsuksa school under the Secondary Educational Service Area Office 31 in an overall found significant difference at a level of .05. When classified according to gender and age were statistically significant different, but the education, occupation, and monthly income had no significant difference either in an overall or each aspect.


รายการอ้างอิง
 สงัด จันทร์พลี (2560) ความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการให้บริการนักเรียนของโรงเรียนชุมพวงศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31. ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต ปริญญาโท การบริหารการศึกษา  มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา กับองค์ประกอบของบรรยากาศองค์การในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา กับองค์ประกอบของบรรยากาศองค์การในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2
-

Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) องค์ประกอบของบรรยากาศองค์การในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับองค์ประกอบของบรรยากาศองค์การในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 จำนวน 112 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่ม กลุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเท่ากับ 0.95 และ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามองค์ประกอบของบรรยากาศองค์การในสถานศึกษาเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริหารสถานศึกษามีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาชอบทำงานกับบุคลากรที่มีความสามารถมาก ๆ เพื่อพัฒนาการทำงานให้ได้ผลยิ่งขึ้น รองลงมา คือ ด้านความทะเยอทะยาน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาคิดว่าการทำงานที่ได้รับมอบหมายมาเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถและสติปัญญา และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านความกระตือรือร้น ได้แก่ เมื่อผู้บริหารสถานศึกษาได้รับมอบหมายจากผู้บริหารระดับสูงกว่าจะรีบทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อนกำหนดเสมอ 2) องค์ประกอบของบรรยากาศองค์การในสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านโครงสร้างองค์การ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษากำหนดโครงสร้าง การบริหารงาน ขอบข่าย และหน้าที่ในหน่วยงานชัดเจน รองลงมา คือ ด้านรางวัลตอบแทนและการลงโทษ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษามักจะนึกถึงบุคคลอื่น ๆ ก่อนตัวเอง เมื่อมีความสำเร็จหรือความดีความชอบเกิดขึ้น และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการยินยอมให้มีการขัดแย้ง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาเปิดโอกาสให้บุคลากรแสดง ความคิดเห็นต่อกรณีความขัดแย้งต่าง ๆ และ 3) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับองค์ประกอบของบรรยากาศองค์การในสถานศึกษาในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความสัมพันธ์สูงที่สุด คือ ด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง รองลงมา คือ ด้านความกระตือรือร้น และด้านที่มีความสัมพันธ์ต่ำที่สุด คือ ด้านความทะเยอทะยาน


รายการอ้างอิง
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา กับองค์ประกอบของบรรยากาศองค์การในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2.  ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต  ปริญญาเอก  สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

กิจกรรมตรุษจีน @SSWK ปี 2566


 กิจกรรมตรุษจีน @SSWK ปี 2566

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2566 ท่านผู้อำนวยการเสน่ห์ เทียนรุ่งรัศมี ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงานกิจกรรมวันตรุษจีน ประจำปี 2566 โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ อีกทั้งทางกลุ่มสาระฯ ได้จัดให้มีการแข่งขันทักษะภาษาและวัฒนธรรมจีนภายในโรงเรียน ตั้งแต่วันที่ 10 - 13 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีรายการแข่งขันดังต่อไปนี้
1. การแข่งขันคัดลายมือภาษาจีน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
2. การแข่งขันวากภาพในหัวข้อ “สีสันวันตรุษจีน” ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
3. การแข่งขันศิลปะการตัดกระดาษจีน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

เรียนรู้คำราชาศัพท์ หมวดร่างกาย ผ่าน TIKTOK โดยครูพระอาทิตย์


 เรียนรู้คำราชาศัพท์ หมวดร่างกาย
ผ่าน TIKTOK โดยครูพระอาทิตย์

           คำราชาศัพท์ หมายถึง ถ้อยคําสุภาพไพเราะที่ใช้ให้เหมาะกับฐานะของบุคคลในสภาพสังคมไทย ซึ่งถือหลักแบ่งตามวัยวุฒิ คุณวุฒิและ
ชาติวุฒิ ได้แก่
            1. พระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
            2. พระบรมวงศานุวงศ์ (พระบรมวงศ์ และพระอนุวงศ์)
            3. พระภิกษุสงฆ์
            4. ขุนนาง ข้าราชการ
            5. สุภาพชน